สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 27/09/2017
ปรับปรุง 28/11/2021
สถิติผู้เข้าชม 194722
Page Views 317986
 
ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมา


 

              การกระจายอำนาจบริหารระดับตำบลเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕     โดยการประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐)   ซึ่งประกอบด้วยสาระที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง อำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอ จัดการปกครองท้องที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งการกำกับดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่บริหารราชการ อำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ 
กรมการอำเภอ ประกอบด้วยนายอำเภอ  ปลัดอำเภอ  และหัวหน้าส่วนราชการบริหารฝ่ายพลเรือนต่าง ๆ  ซึ่งรับราชการประจำอำเภอนั้น ๆ   กรมการอำเภอต้องเคารพความคิดเห็นของราษฎร     โดยฟังความคิดเห็นของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน   กรมการอำเภอต้องมีหน้าที่ตักเตือนชี้แจงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเรื่องอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการบริหารท้องถิ่นของตนเอง  ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อให้กำนัน    ผู้ใหญ่บ้านได้ตัดสินใจ วินิจฉัยสั่งการได้ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่   เมื่อกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน กระทำความผิด กรมการอำเภอมีอำนาจให้กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง 
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗  ประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖) จึงยกเลิกพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง ร.ศ. ๑๑๖ พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติราชการส่วนภูมิภาคภายใต้การบังคับบัญชาของนายอำเภอ
              ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยให้จัดตั้งสภาตำบล  และมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยให้องค์กรมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์ให้ราษฎรในท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหาของตนเอง แต่การดำเนินงานไม่บรรลุผล เพราะเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น  จึงประกาศยกเลิกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็น สภาตำบล ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕  (ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๒๖  ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕)


 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๒๖  ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
          กำหนดให้สภาตำบลประกอบด้วยบุคลากรดังต่อไปนี้
                   ๑.  กำนันเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง
                   ๒.  ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบลนั้น ๆ
                   ๓.  แพทย์ประจำตำบลเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
                   ๔.  ราษฎรในหมู่บ้าน ๆ ละ  ๑  คน (มาจากการเลือกตั้ง)
                   ๕.  ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ 
                      ๕.๑  ครูประชาบาลในตำบล ๑ คน (นายอำเภอคัดเลือกเสนอผู้ว่าราชการ จังหวัดแต่งตั้งเป็นเลขานุการ   
                      ๕.๒  ปลัดอำเภอหรือพัฒนากรอำเภอ ๑  คน (นายอำเภอคัดเลือกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา
สภาตำบล มีสมาชิกของสภามาจากการเลือกตั้งหมู่บ้านละ ๑ คน เป็นฝ่ายให้ข้อเสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิ  แพทย์ประจำตำบล  และปฏิบัติตามมติของสภาตำบล  ปฏิบัติงานตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือทางราชการมอบหมาย  ประสานงานกับราษฎร และองค์กรอื่น ๆ  ในการพัฒนาตำบล
          การกำกับดูแลให้เป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๖    ผู้ที่ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลคือ นายอำเภอ   และผู้ว่าราชการจังหวัด  มีอำนาจควบคุมสภาตำบล   ในขณะเดียวกันนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดก็บังคับบัญชากำนัน   ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลด้วย
ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ  สภาตำบลจึงเป็นส่วนราชการภูมิภาคไปโดยปริยาย
         ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๗  จึงมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๒๖  ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗  โดยมีจุดประสงค์ปรับปรุงฐานะของสภาตำบลเป็นนิติบุคคล  และปรับปรุงการบริหารงานให้เป็นการกระจายอำนาจการปกครองสู่ราษฎรท้องถิ่นมากที่สุด    และยกระดับสภาตำบล ที่มีรายได้ตามเกณฑ์เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล  ดังนั้น การปกครองท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับตำบล จึงมี ๒ รูปแบบ คือ
                ๑.   สภาตำบลที่เป็นนิติบุคคล พัฒนาไปเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล
                ๒.  องค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาเป็นเทศบาล 

หลักเกณฑ์การจัดตั้ง

           องค์การบริหารส่วนตำบลจัดตั้งจาก สภาตำบลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่  ล่วงมาติดต่อกัน ๓ ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท หรือตามเกณฑ์รายได้เฉลี่ยที่มีการเปลี่ยนแปลง (ซึ่งทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา) การประกาศยกฐานะ สภาตำบลเป็น องค์การบริหารส่วนตำบลต้องทำเป็น ประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา   โดยในประกาศให้ระบุชื่อและเขต ขององค์การบริหารส่วนตำบลไว้ด้วย
                   องค์การบริหารส่วนตำบลมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น

การยุบรวมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

๑      องค์การบริหารส่วนตำบลใดมีจำนวนประชากรไม่ถึง ๒,๐๐๐ คน ทั้งเป็นเหตุไม่สามารถที่จะดำเนินการบริหารงานพื้นที่นั้นให้มีประสิทธิภาพในลักษณะขององค์การบริหารส่วนตำบลได้ ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศยุบองค์การบริหารตำบลดังกล่าว โดยให้รวมพื้นที่เข้ากับองค์การบริหารส่วนตำบลอื่นที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกัน หรือให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว โดยให้รวมพื้นที่เข้ากับหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกัน ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตตำบลนั้นภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว
๒    สภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลอาจรวมกับองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกันได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตตำบลนั้นได้
๓    สภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลอาจรวมกับหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกันได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตตำบลนั้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและให้กำหนดเขตใหม่ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไว้ในพระราชกฤษฎีกาด้วย